Archive for มีนาคม 2016

วันอังคารที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2559
Posted by Unknown
  งานผ้อต่อ
     งานผ้อต่อ (ภาษาคนภูเก็ต) หรือ วันสารทจีน ของจังหวัดภูเก็ตเป็นเทศกาลงานบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้บรรพบุรุษ ซึ่งเป็นประเพณีนิยมที่ได้ถือปฏิบัติสืบต่อกันมานาน จนเรียกได้ว่าเป็นงานประจำปีของชาวภูเก็ตไปแล้วก็ว่าได้ ประเพณีนี้ได้สืบทอดกันมานับเป็นเวลาหลายชั่วอายุคนโดยจัดเป็นเทศกาลที่สนุกสนานน่าเที่ยวอีกเทศกาลหนึ่งของภูเก็ตสถานที่จัดงานผ้อต่อโดยปกติแล้วจะจัดกันเกือบทั่วภูเก็ตที่สำคัญๆ ก็มีไม่กี่แห่ง โดยเริ่มจากศาลเจ้าต่องย่องสู ที่อำเภอกะทู้ ต่อมาที่ศาลเจ้าชิดเชี่ยว ตามมาด้วยตลาดสดเทศบาล1 หรือที่คนภูเก็ตเรียกว่าบ้านซ่าน และศาลเจ้าเซ่งเต็กเบ่ว หรือ พ้อต่อก๊ง จะจัดงานประมาณ 7 วัน 7 คืน ถือว่าเป็นงานใหญ่มาก
       ประวัติประเพณีผ้อต่อ
   ประเพณีพ้อต่อเป็นประเพณีที่มีขึ้นในวันขึ้น1 ค่ำ เดือน 7 ตามปฏิทินจีน เพื่อบูชาและเซ่นไหว้บรรพบุรุษ รวมถึงบรรดาผีไม่มีญาติ ประเพณีนี้เป็นประเพณีที่เกิดขึ้น และปฏิบัติต่อกันมานานแล้ว จึงไม่อาจระบุแน่ชัดได้ว่าเริ่มขึ้นเมื่อใด หากแต่พอจะทราบว่า เป็นประเพณีที่สืบเนื่องมาจากความเชื่อที่ว่าในเดือนเจ็ด เริ่มตั้งแต่เวลาหลังเที่ยงคืนของวันที่สามสิบเดือนหกนั้น ประตูผีจะเปิดออก เหล่าดวงวิญญาณของผู้ที่ล่วงลับที่อยู่ในเมืองผีจะกลับมาเยี่ยมโลกมนุษย์ และดวงวิญญาณเหล่านี้ จะท่องเที่ยวอยู่ในโลกมนุษย์เป็นเวลา 1 เดือนเต็ม ฉะนั้นในช่วงดังกล่าว เมื่อยามตะวันลับขอบฟ้า ผู้คนก็จะกลับมาอยู่ในบ้าน เพื่อที่จะหลีกเลี่ยงเคราะห์หามยามร้ายที่อาจเกิดขึ้น การจัดโต๊ะเพื่อเซ่นไหว้ บูชาบรรพบุรุษนี้โดยทั่วไปแล้วจะทำกันในตอนบ่ายของวันขึ้น 1 ค่ำ เดือน 7 ตามปฏิทินจีน ทุกๆครัวเรือนจะจัดเตรียมอาหารเซ่นไหว้ ประกอบด้วย ปลา หมู เป็ด ไก่ ผัก ผลไม้ และขนมต่างๆ ซึ่งข้าวของที่ตั้งบนโต๊ะบูชาทุกอย่าง จะต้องมีธูปปักไว้อย่างละ 1 เล่ม เมื่อเซ่นไหว้แล้ว ก็จะทำการเผากระดาษเงิน อันหมายถึงการแจกจ่ายค่าเดินทาง ให้แก่เหล่าดวงวิญญาณ นอกจากนี้ตามความเชื่อศาสนาเต๋าของจีน และศาสนาพุทธนิกายมหายาน ต่างถือว่าวันขึ้น15 ค่ำ เดือน 7 ตามปฏิทินจีนเป็นวันสารทจีน โดยความเชื่อทางศาสนาเต๋าเชื่อว่า วันนี้เป็นวันประสูติของ “เต่ ก้วน ไต่ เต่” ซึ่งเป็นพระที่คอยควบคุม สอดส่องความประพฤติชั่วดีของมนุษย์     ในวันนี้ชาวจี ต้องเตรียมข้าวปลาอาหาร มาเซ่นไหว้เหล่าดวงวิญญาณที่อดอยาก
ทางด้านศาสนาพุทธ ก็เชื่อว่าวันนี้เป็นวันที่เหล่าพุทธศาสนิกชนจะนำถ้วยจานภาชนะต่างๆ ใส่ข้าวปลาอาหารมาถวายแก่องค์สัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อให้พระองค์ทรงปลดความอดอยากของวิญญาณผู้ล่วงลับ
Posted by Unknown
เทศกาลไหว้พระจันทร์

   เทศกาลไหว้พระจันทร์ หรือ เทศกาลกลางฤดูใบไม้ร่วง(อังกฤษMoon Festival, Mid-Autumn Festivalจีนตัวเต็ม: 中秋節; จีนตัวย่อ: 中秋节;พินอิน: zhōngqiū jié; เวียดนาม: Tết Trung Thu) เป็นเทศกาลตามวัฒนธรรมจีนที่มีขึ้นในกลางฤดูใบไม้ร่วง เพื่อเฉลิมฉลองการเก็บเกี่ยว จะมีขึ้นในคืนวันเพ็ญเดือน 8 ตามปฏิทินจันทรคติ (กันยายนตามปฏิทินสากล)  ในเทศกาลนี้ ชาวจีนจะเฉลิมฉลองด้วยการไหว้ดวงจันทร์ในเวลากลางคืน ในบางประเทศ เช่น ฮ่องกง,ไต้หวันสิงคโปร์ หรือเวียดนาม จะจัดเป็นประเพณีใหญ่ มีการเฉลิมฉลองด้วยโคมไฟสีแดง เป็นสีสันยามค่ำคืน หรือบางแห่งอาจมีการเชิดมังกร ทั้งนี้จะมีชื่อเรียกต่างกันออกไปตามแต่ท้องถิ่นนอกจากนี้แล้ว ยังมีขนมชนิดหนึ่ง เรียกว่า "ขนมไหว้พระจันทร์" (月饼) ที่มีสันฐานกลมคล้ายขนมเค้ก ทำจากแป้ง มีไส้ต่าง ๆ เป็นธัญพืช ใช้เซ่นไหว้และรับประทานกันจนเป็นเอกลักษณ์สำหรับเทศกาลนี้
  ที่มาของเทศกาลนี้ เกี่ยวกับเทพปกรณัมจีนที่เล่าถึง เทพธิดาแห่งดวงจันทร์ ที่ชื่อ "ฉางเอ๋อ" (嫦娥) ซึ่งเป็นหญิงคนรักของโฮวอี้ นักยิงธนูแห่งสวรรค์ ที่ใช้ธนูยิงดวงอาทิตย์ตกลงไปถึง 9 ดวงจากทั้งหมด 10 ดวง ซึ่งเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนบัญชาสวรรค์ จึงโดนลงทัณฑ์ให้ไปใช้ชีวิตธรรมดาเช่นมนุษย์ทั่วไปบนโลกมนุษย์กับฉางเอ๋อ แต่แล้วโฮวอี้ก็ถูกคนสนิททรยศฆ่าตาย ส่วนฉางเอ๋อนางได้ดื่มน้ำอมฤตเพื่อที่จะมีชีวิตอมตะ แล้วเหาะกลับไปยังดวงจันทร์อีกครั้งตามลำพังด้วยความเศร้าสร้อย ในยุคของฮั่นเหวินตี้ (漢文帝) แห่งราชวงศ์ฮั่น ได้ทรงพระสุบินว่า พระองค์ลอยขึ้นไปเที่ยวชมพระราชวังบนดวงจันทร์ และได้พบกับฉางเอ๋อกำลังร่ายรำอยู่อย่างงดงาม ในสุบินนั้น พระองค์ทรงเพลิดเพลินและเกษมสำราญเป็นอย่างยิ่ง กระทั่งเมื่อตื่นพระบรรทมและโปรดให้สุบินนั้นเป็นความจริง จึงมีรับสั่งให้นางสนมแต่งตัวและร่ายรำเลียนแบบเทพธิดาฉางเอ๋อที่พระองค์ได้พบเจอมา จนแพร่หลายไปสู่ราษฎรและเป็นประเพณีมา ซึ่งในอดีต ชาวจีนโดยเฉพาะหญิงสาวจะสวดขอพรจากฉางเอ๋อเพื่อที่ขอให้มีความเยาว์วัยและงดงามตลอดไปดุจดั่งนาง
Posted by Unknown
เทศกาลกินเจ

    เมื่อถึงวันขึ้น 1 ค่ำ ไปจนกระทั่งขึ้น 9 ค่ำ เดือน 9 เราจะเห็นธงสีเหลืองมีตัวหนังสือสีแดง ปรากฏให้เห็นอยู่ทั่วไปตามร้านอาหาร 2 ข้างถนน นั่นบ่งบอกให้รู้ว่า เป็นช่วงเวลาของเทศกาลกินเจ
    คำว่า "เจ" ในภาษาจีนมีความหมายทางพุทธศาสนาฝ่ายมหายานว่า "อุโบสถ" คำว่า "กินเจ" ตามความหมายที่แท้จริงคือการรับประทานอาหารก่อนเที่ยงวัน ดังเช่นที่ชาวพุทธในประเทศไทยถือ "อุโบสถศีล" หรือ "รักษาศีล 8" จะไม่รับประทานอาหารหลังจากเที่ยงวันไปแล้ว แต่เนื่องจากการถืออุโบสถศีล ของชาวพุทธฝ่ายมหายานไม่กินเนื้อสัตว์ จึงนิยมเรียก "การไม่กินเนื้อสัตว์" ไปรวมกันคำว่า "กินเจ" ซึ่งเป็นการถือศีลไปด้วย ในปัจจุบันผู้ที่รับประทานอาหารทั้ง 3 มื้อ แต่ไม่กินเนื้อสัตว์ก็ยังคงเรียกว่า "กินเจ" ฉะนั้นความหมายก็คือ "คนกินเจ" มิใช่เพียงแต่ไม่กินเนื้อสัตว์ แต่คนที่กินเจ ยังต้องดำรงตนอยู่ในศีลธรรมอันดีงาม มีความบริสุทธิ์สะอาด งดงามทั้งกาย วาจา ใจ เป็นการถือศีลบำเพ็ญธรรมไปด้วยพร้อมกัน เช่นนี้แล้วจึงจะเรียกว่า "กินเจที่แท้จริง" ดังนั้น คำคล้องจองที่เราได้ยินอยู่เสมอ คือ "ถือศีลกินเจ" จึงนับว่ามีความหมายสมบูรณ์ครบถ้วนอยู่ในตัวเองแล้ว
     ตามร้านขาย "อาหารเจ" เราจะพบเห็นตัวอักษร คำนี้อ่าน "ไจ" (เจ) แปลว่า "ไม่มีของคาว" เขียนด้วยสีแดงบนพื้นสีเหลืองเสมอ ในช่วงเทศกาลกินเจเดือน 9 จะเห็นตัวอักษรนี้เขียนบนธงสีเหลือง ปักอยู่ตามแผงขายอาหารเจมองเห็นเป็นที่สะดุดตาแก่คนทั่วไป ชาวจีนถือว่าสีแดงเป็นสีแห่งสิริมงคลแก่ชีวิต สีเหลืองเป็นสีของผู้ทรงศีล ดังนั้นผู้ตั้งใจถือศีลบำเพ็ญตนให้บริสุทธิ์ ตัวอักษรนี้ย่อมเป็นเครื่องหมายเตือนสติให้ระลึกไว้เสอมว่า "การกินเจงดเว้นเนื้อสัตว์ของคาวคือ การปฏิบัติธรรม รักษาศีลของความเป็นมนุษย์ เป็นการเจริญมหาเมตตากรุณาธรรมโดยแท้ อันจะนำมาซึ่งความเป็นสิริมงคลแก่ตนเอง และก่อให้เกิดสันติสุขแก่ทุกชีวิตบนโลก"
       การปฏิบัติตัวในช่วงเทศกาลกินเจ
   เมื่อตั้งมั่นที่จะปฏิบัติศีลและกินเจ ในช่วงเทศกาลกินเจ 9 วัน 9 คืนนี้แล้ว ก็ควรจะศึกษาข้อห้ามต่างๆ ที่บัญญัติไว้เพื่อเป็นแนวทางในการปฏิบัติตัว โดยทั่วไปแล้วจะมีข้อปฏิบัติดังนี้
          งดเว้นเนื้อสัตว์ หรือทำอันตรายต่อสัตว์ 
          งด นม เนย หรือน้ำมันที่มาจากสัตว์ 
          งดอาหารรสจัด หมายถึง อาหารรสเผ็ดมาก เค็มมาก หวานมาก เปรี้ยวมาก 
          งดผักกลิ่นฉุน 5 ชนิด คือ กระเทียม หัวหอม หลักเกียว กุยช่าย ใบยาสูบ รวมทั้งเครื่องเทศที่มีกลิ่นฉุน 
          รักษาศีล 5 
          รักษาจิตใจให้บริสุทธิ์ รักษาอารมณ์ให้คงที่ 
          ทำบุญ ทำทาน บางคนที่เคร่งอาจนุ่งขาว ห่มขาว
Posted by Unknown
วันไหว้เทวดา

 วันที่สาม คือ วันที่ 1 เดือน 1 ของจีน ชาวจีนจะแต่งกายด้วยชุด ใหม่เพื่อเป็นสิริมงคล ไปไหว้พระที่ศาลเจ้า และวันนี้ถือว่าเป็น วันเที่ยว อาจจะไปเยี่ยมญาติในท้องถิ่นอื่น ซึ่งในวันนี้จะไม่มีการ ทำงานแต่อย่างใด จะไม่มีการพูดคำหยาบ หรือดุด่าว่ากล่าวกัน
 เป็นเดือนที่ชาวจีนถือว่า ยมบาลมีการปล่อยภูตผี หรือวิญญาณ ต่าง ๆ ให้ออกมารับส่วนบุญประจำปี มีการไหว้บรรพบุรุษของแต่ละครอบครัว ในวันที่ 15 เดือน 7 จีน มีการ " ไป่ปั๋ว " หรือ จัดตกแต่งเครื่องเซ่นไหว้ภูตผีและวิญญาณ ด้วยการทำขนม และแกะสลักผลไม้เป็นรูปสัตว์ต่าง ๆ และของ ไหว้ที่สำคัญคือ "อั่งกู้" หรือ ขนมเต่าสีแดง ทำจากแป้งข้าวเหนียว มีไส้ถั่วเหลืองกวน หรือ ทำจากแป้งสาลีไม่มีไส้ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ ของอายุยืนนาน และมีการไหว้ ณ สถานที่ต่าง ๆ ดังนี้ 
- ในวัน 17 ค่ำ เดือน 6 ของจีน ณ ศาลเจ้าบ้านกะทู้ 
- ในวัน 13 ค่ำ เดือน 7 ของจีน ณ บริเวณบ้านตลาดใหญ่
- ในวัน 16 ค่ำ เดือน 7 ของจีน ณ ศาลเจ้าบ้านตลาดเหนือ
- ในวัน 17-18 ค่ำ เดือน 7 ของจีน ณ ตลาดสดเทศบาล
- ในวัน 21 ค่ำ เดือน 7 ของจีน ณ บ้านอ่าวเก (ถนนตะกั่วป่า)
- ในวัน 19-30 ค่ำ เดือน 7 ของจีน ณ ศาลเจ้าพ้อต่อก้อง (บ้านบางเหนียว )
Posted by Unknown

วันตรุษจีน
    เป็นการเฉลิมฉลองวันขึ้นปีใหม่ของคนจีน วันตรุษจีนตรงกับ วันแรกของเดือน 1 ของจีน หรือ เดือน 2 เดือน 3 ทางจันทรคติ มีพิธีกรรมทั้งหมด 3 วัน โดย 
- วันแรก คือ วันที่ 29 เดือน 12 ของจีน มีการเตรียมอาหาร และ ของไหว้ต่าง ๆ ไว้สำหรับวันรุ่งขึ้น 
- วันที่สอง คือ วันที่ 30 เดือน 12 ของจีน มีการไหว้ 2 ช่วง คือ ช่วงเช้า จะมีการไหว้เทพเจ้า และช่วงบ่ายจะมีการไหว้บรรพบุรุษ เมื่อเสร็จพิธีไหว้ จะมีการรับประทานอาหารร่วมกันในครอบครัว และมีการแจก " อั่งเปา" (แต๊ะเอีย) ให้แก่เด็กๆ 
ขับเคลื่อนโดย Blogger.